ประวัติ

ประวัติความสัมพันธ์ ไทย-สหรัฐฯ

จาก สนธิสัญญาไมตรีและการพาณิชย์ถึงสงครามโลกครั้งที่ 2

ไทยและสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์มายาวนาน โดยเริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2376 จากที่ทั้งสองฝ่ายมีสนธิสัญญาไมตรีและการพาณิชย์ (Treaty of Amity and Commerce) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ โดยในปีดังกล่าว ประธานาธิบดี Andrew Jackson ของสหรัฐฯ (ดำรงตำแหน่งปี 2372-2380) ได้ส่งนาย Edmund Roberts เป็นเอกอัครราชทูตเดินทางมายังกรุงเทพฯ พร้อมทั้งนำสิ่งของมาทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ซึ่งรวมถึงดาบฝักทองคำที่ด้ามสลักเป็นรูปนกอินทรีและช้าง และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ได้พระราชทานสิ่งของตอบแทนซึ่งเป็นของพื้นเมือง เช่น งาช้าง ดีบุก เนื้อไม้ และกำยาน เป็นต้นโดยภารกิจสำคัญของนาย Robert คือการเจรจาจัดทำสนธิสัญญาทางการค้ากับไทย เช่นเดียวกับที่ไทยได้ทำสนธิสัญญาและข้อตกลงทางการค้ากับสหราชอาณาจักรเมื่อ ปี 2369

การจัดส่งคณะทูตสหรัฐฯ มายังไทยแสดงให้เห็นถึงความสนใจของสหรัฐฯ ที่จะติดต่อค้าขายกับไทยตั้งแต่ในช่วงต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ หลังจากที่ได้มีชาติตะวันตกอื่นๆ เช่น โปรตุเกส และสหราชอาณาจักร ได้เข้ามาค้าขายกับไทยอยู่ก่อนแล้ว ทั้งนี้ ไทยและสหรัฐฯ ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการในปี 2399

อย่างไรก็ดี ในช่วงก่อนหน้านั้นปรากฏหลักฐานการติดต่อระหว่างทั้งสองประเทศตั้งแต่ต้น สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีเรือกำปั่นของชาวสหรัฐฯ ลำแรก โดยมีกัปตันแฮน (Captain Han) เป็นนายเรือได้แล่นเรือบรรทุกสินค้าผ่านลำน้ำเจ้าพระยาเข้ามาถึงกรุงเทพฯ เมื่อปี 2364 หรือในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แต่ไม่มีความต่อเนื่องเพราะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ห่างไกลกัน และสหรัฐฯ ไม่ค่อยความสนใจหรือมีผลประโยชน์ในภูมิภาคนี้ โดยสหรัฐฯ มีสถานกงสุลเพียงแห่งเดียวในภูมิภาคนี้ที่ปัตตาเวีย (กรุงจาการ์ตาในปัจจุบัน)

แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะมีสนธิสัญญาไมตรีและการพาณิชย์ความสัมพันธ์กันอย่างเป็นทางการ รวมทั้งเรือสินค้าสหรัฐฯ ได้เริ่มต้นเดินทางมาถึงไทยแล้วก็ตาม แต่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศก็ยังไม่ขยายตัว เนื่องจากไม่มีการติดต่อที่ใกล้ชิด รวมทั้งการค้ากับต่างประเทศของไทยโดยเฉพาะกับประเทศตะวันตกก็ยังไม่ขยายตัว เนื่องจากฝ่ายไทยยังคงบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการค้ากับต่าง ประเทศ และยังคงมีการผูกขาดกิจการต่างๆ แต่ในช่วงต้นของความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ คณะบาทหลวงสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในระดับประชาชนสู่ประชาชน ในขณะที่ความสัมพันธ์ในระดับรัฐต่อรัฐยังไม่เป็นรูปธรรมนัก โดยเมื่อปี 2374 บาทหลวง David Abeel, M.D. มิชชันนารีชาวสหรัฐฯ ได้เดินทางมาไทยและพำนักอยู่ในกรุงเทพฯหลังจากนั้น คณะบาทหลวงอีกหลายคณะได้เดินทางและมาพำนักในไทย อย่างไรก็ดี คณะบาทหลวงสหรัฐฯ ไม่ประสบความสำเร็จในภารกิจการเผยแพร่ศาสนาเท่าใดนัก แม้ว่าพระมหากษัตริย์ไทยไม่ได้ทรงขัดขวางการเผยแพร่ศาสนา "มีผู้กล่าวไว้ว่า ไม่มีประเทศใดที่มิชชันนารีจะได้รับการต่อต้านการเผยแพร่ศาสนาน้อยที่สุด หรือเกือบไม่มีเลยเท่าประเทศไทย และก็ไม่มีประเทศใดที่คณะมิชชันนารีได้รับผลสำเร็จน้อยที่สุดเท่าประเทศไทย เช่นเดียวกัน" แต่คณะบาทหลวงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาในหลายด้าน เช่น การศึกษาโดยเฉพาะการสอนภาษาอังกฤษ การจัดตั้งสถาบันการศึกษาที่สำคัญๆ ได้แก่ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ โรงเรียนปรินส์รอยัล และโรงเรียนดาราวิทยาลัยที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น ด้านการแพทย์และสาธารณสุข คณะบาทหลวงสหรัฐฯ มีบทบาทอย่างมากในการพัฒนาการแพทย์สมัยใหม่ในไทย โดยเฉพาะนายแพทย์ Danial B. Bradley ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการรักษาไข้ทรพิษและอหิวาตกโรค รวมทั้งเป็นผู้จัดตั้งโรงพิมพ์หนังสือพิมพ์แห่งแรกในไทย และพำนักอยู่ในไทยเป็นเวลาเกือบ 40 ปี นอกจากนี้ คณะบาทหลวงสหรัฐฯ ยังมีส่วนในการจัดตั้งโรงพยาบาลแห่งแรกที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดอื่นๆ เช่น ลำปาง ตรัง นครศรีธรรมราช รวมทั้งโรงพยาบาลแมคคอมิกส์ที่จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาการเรียนการสอนของโรงเรียนแพทย์โรงพยาบาลศิริราชด้วย

ในส่วนของไทย พระมหากษัตริย์ทรงมีบทบาทอย่างมากในการส่งเสริมและกระชับความสัมพันธ์กับ สหรัฐฯ โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ได้ทรงมีพระราชสาส์นไปถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายครั้ง โดยครั้งแรกทรงมีพระราชสาส์นไปถึงประธานาธิบดี Franklin Pierce (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2396 -2400) เมื่อปี 2399 รวมทั้งในปี 2404 หลังจากทรงได้รับสารตอบรับจากประธานาธิบดี James Buchanan (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2400 - 2404) พร้อมสิ่งของทูลเกล้าฯ ถวาย ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าทรงมีพระราชสาส์นถึงประธานาธิบดี Buchanan เสนอที่จะพระราชทานช้างให้กับสหรัฐฯ โดยทรงอธิบายเป็นภาษาอังกฤษด้วยพระองค์เองถึงพระราชประสงค์ที่จะให้สหรัฐฯ นำช้างไปเลี้ยงและขยายพันธุ์ เพื่อใช้ประโยชน์ในการขนส่ง นอกจากนี้ ได้พระราชทานดาบเหล็กกล้าแบบญี่ปุ่นฝักลงรักปิดทอง พร้อมพระบรมฉายาลักษณ์ให้กับประธานาธิบดี Buchanan ด้วย

ในปี 2405 ประธานาธิบดี Abraham Lincoln (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2404 - 2408) ได้มีสารตอบแสดงความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ โดยจะมอบพระแสงดาบไว้ให้เป็นสมบัติของชาติ และกราบบังคมทูลเกี่ยวกับพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานช้างแก่สหรัฐฯ ว่าสภาพอากาศในสหรัฐฯ ไม่เหมาะสมกับช้าง รวมทั้งมีเครื่องจักรไอน้ำที่มีประสิทธิภาพสำหรับการขนส่งภายในประเทศอยู่แล้ว

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้อดีตประธานาธิบดี Ulysses S. Grant เข้าเฝ้าฯ เมื่อครั้งที่ประธานาธิบดี Grant เดินทางเที่ยวรอบโลกและแวะผ่านไทยเมื่อปี 2422 ซึ่งทรงให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติ รวมทั้งอดีตประธานาธิบดี Grant ได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ ด้วย นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้ทรงเผยแพร่ชื่อเสียงประเทศไทยด้วยการพระราชทานเครื่องดนตรีไทยหลายชนิด ให้กับสถาบัน Smithsonian และพระราชทานสิ่งของเข้าร่วมในงานแสดงสินค้าระดับโลกในโอกาสต่างๆ เช่น เมื่อปี 2419 ในงานนิทรรศการในวาระครบรอบ 100 ปี ของสหรัฐฯ ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย มลรัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อปี 2436 ในงานมหกรรมโลกที่นครชิคาโก มลรัฐอิลลินอยส์ และเมื่อปี 2447 ในงานออกร้านในวาระเฉลิมฉลองการซื้อดินแดนหลุยเซียนา ที่เมืองเซนต์หลุยซ์ มลรัฐมิสซูรี ด้วย

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อปี 2445 และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ได้เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ ครั้งแรกเมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกฯ ในปี 2467 เพื่อทรงรักษาพระเนตร และเมื่อขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ พร้อมด้วยพระนางเจ้ารำไพพรรณี เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ อีกครั้งในปี 2473 ซึ่งในการเสด็จฯ ครั้งนั้น ได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ประธานาธิบดี Herbert Hoover (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2472 - 2476) เข้าเฝ้าฯ และพระราชทานสัมภาษณ์หนังสือพิมพ์สหรัฐฯ หลายฉบับ รวมทั้งเสด็จฯ เยือนเมืองสำคัญๆ ในมลรัฐต่าง ๆ ของสหรัฐฯ หลายแห่งด้วย

นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เคยประทับอยู่ในสหรัฐฯ เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดชประสูติในสหรัฐฯ เมื่อครั้งที่สมเด็จพระราชบิดาของทั้งสองพระองค์ ทรงศึกษาวิชาแพทย์ที่สหรัฐฯ ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี 2503 ซึ่งได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ประธานาธิบดี Dwight D. Eisenhower (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2496 -2504) เข้าเฝ้าฯ ทรงมีกระแสพระราชดำรัสต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภาสหรัฐฯ รวมทั้งได้เสด็จฯ เยือนเมืองสำคัญในมลรัฐต่างๆ ของสหรัฐฯ การเสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2510 ทรงประกอบพิธีเปิดศาลาไทยในบริเวณ East- West Center มหาวิทยาลัยฮาวาย เมืองโฮโนลูลู มลรัฐฮาวาย พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้วิทยาลัย William College มลรัฐแมสซาซูเซตส์ ทูลเกล้าถวายปริญญญาดุษฎีบัณทิตกิตติมศักดิ์ ด้านนิติศาสตร์ และพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ประธานาธิบดี Lyndon B. Johnson (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2506 - 2512) เข้าเฝ้าฯ ด้วย นอกจากนี้ รัฐสภาสหรัฐฯ ได้ออกข้อมติเทอดพระเกียรติและถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสต่างๆ อันเป็นการแสดงถึงการยอมรับอย่างสูงของสหรัฐฯ ต่อพระมหากษัตริย์ไทยและการที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของไทยกับสหรัฐฯ

ในช่วงที่ไทยจำเป็นต้องดำเนินนโยบายให้พ้นภัยคุกคามจากลัทธิอาณานิคมของ ประเทศมหาอำนาจยุโรป ที่ปรึกษาชาวสหรัฐฯ ซึ่งเป็นชาติที่มีความเป็นกลาง และไม่ได้แข่งขันทางผลประโยชน์ต่างๆ โดยเฉพาะการแสวงหาอาณานิคมกับประเทศยุโรปในภูมิภาค ได้เข้ามีบทบาทในการเป็นที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศ การศาล การพัฒนา และคำปรึกษาทั่วไปให้กับไทยโดยที่ปรึกษาชาวสหรัฐฯ คนแรก ได้แก่ นาย Edward H. Strobel ซึ่งมีส่วนสำคัญในการคลี่คลายปัญหาข้อพิพาทด้านพรมแดนฝั่งตะวันออกระหว่าง ไทยกับฝรั่งเศส รวมทั้งช่วยเจรจากับฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรให้ผ่อนผันในเรื่องสิทธิสภาพ นอกอาณาเขต นอกจากนี้ นาย Jen I. Westengard ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาราชการแผ่นดินระหว่างปี 2450-2458 มีบทบาทในเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ต่อมาได้รับพระราชทานพระราชบรรดาศักดิ์เป็นพระยากัลยาณไมตรีในสมัยรัชกาลพระ บาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ และในปี 2468 นาย Francis B. Sayre (ซึ่งได้รับพระราชทานพระราชบรรดาศักดิ์เป็นพระยากัลยาณไมตรีด้วยเช่นกัน) มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขสนธิสัญญาระหว่างไทยกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะด้านศุลกากรและกฎหมาย รวมทั้งมีบทบาทในการช่วยเหลือไทยภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อนาย Sayre ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาสหประชาชาติเพื่อการบรรเทาทุกข์ และบูรณะความเสียหายของประเทศ (The United Nations Relief and Rehabilitation Administration -UNRRA)

การที่ไทยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากฝ่ายพันธมิตรในการป้องกันประเทศจากการ ที่ญี่ปุ่นเดินทางทัพเข้ามาในดินแดนไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ไทยจำเป็นต้องประกาศสงครามกับสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ ในปี 2485 อย่างไรก็ดี รัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะนั้น ไม่ได้ประกาศสงครามกับไทย เนื่องจากมีการจัดตั้งเสรีไทยในสหรัฐฯ และรัฐบาลสหรัฐฯ ให้การสนับสนุน รวมทั้งการจัดตั้งขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นในไทย ซึ่งมีผลอย่างมากต่อสถานการณ์ภายหลังสงครามของไทยที่สหรัฐฯ สนับสนุนท่าทีที่ผ่านมาของไทย โดยถือว่าไทยไม่ได้เป็นคู่สงครามแต่เป็นดินแดนที่ถูกยึดครอง (occupied territory) ในระหว่างสงคราม ภายหลังสงครามสหรัฐฯ ได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยในทันที รวมทั้งช่วยเหลือไทยในการเจรจาให้สหราชอาณาจักรลดข้อเรียกร้องและการตั้ง เงื่อนไขต่างๆ จำนวน 21 ข้อ ที่กำหนดขึ้นภายหลังสงครามกับไทย โดยสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการเจรจากับสหราชอาณาจักรให้กับไทย รวมทั้งสนับสนุนและให้คำปรึกษาการกับไทยในการเจรจากับฝรั่งเศสและรัสเซีย เพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติในปี 2489

สถานการณ์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคง และสงครามเวียดนาม

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทย-สหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากขึ้น และปรับเปลี่ยนจากความสัมพันธ์ฉันท์มิตรประเทศธรรมดา (ordinary friendship) เป็นการมีความสัมพันธ์พิเศษ (special relationship) ระหว่างกัน เนื่องจากการที่สหรัฐฯ ก้าวขึ้นเป็นประเทศมหาอำนาจที่สำคัญภายหลังสงคราม มีปัจจัยภายในที่สนับสนุนให้สหรัฐฯ กำหนดนโยบายทางการทูตและเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่เปิดกว้างมากขึ้น เช่น การขยายตัวทางเศรษฐกิจภายในประเทศและความต้องการวัถตุดิบเพื่อรองรับการขยาย ตัวดังกล่าว ตลอดจนกระแสการผลักดันอุดมการณ์เสรีนิยมประชาธิปไตยของสหรัฐฯ ให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ประกอบกับปัจจัยภายนอกที่สำคัญ ได้แก่ การที่ประเทศมหาอำนาจเดิม อาทิ สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส เริ่มต้นลดบทบาทในภูมิภาคลง ในขณะที่ภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะความวิตกกังวลต่อการรุกคืบหน้าของระบอบคอมมิวนิสต์จากเหตุการณ์ สงครามเกาหลีและการเปลี่ยนแปลงการปกครองในจีนมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสหรัฐฯ เห็นว่า เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ในช่วงภายหลังสงครามโลก สหรัฐฯ ยังลังเลที่จะเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคโดยตรง แต่พยายามสนับสนุนให้มหาอำนาจยุโรปที่เคยมีอาณานิคมกลับเข้ามามีบทบาทเพื่อ สร้างความมั่นคงให้กับภูมิภาค โดยเห็นว่าการสนับสนุนกระบวนการชาตินิยม (nationalism) เพื่อเรียกร้องเอกราชของประเทศในภูมิภาค อาจเป็นช่องทางการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ได้

อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่เป็นผลให้ ความสัมพันธ์ภายหลังสงครามโลกระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียตเสื่อมทรามลง การรุกคืบหน้าของลัทธิคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคต่างๆ ของโลก ทำให้สหรัฐฯ ซึ่งมีแนวทางการดำเนินนโยบายต่อต้าน (anti) และปิดล้อม (containment) การแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องเข้ามามีบทบาทโดยตรงในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ โดยเริ่มจากการศึกษาประเมินความต้องการความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจและการ พัฒนา ความมั่นคง การทหารและการป้องกันประเทศของประเทศในภูมิภาค รวมทั้งประเทศไทยด้วย ในขณะเดียวกัน ไทยก็มีแนวทางการดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงที่สอดคล้องกับสหรัฐฯ โดยเมื่อสงครามเกาหลีเกิดขึ้น (2493) ไทยได้มีการดำเนินการในแนวทางที่สอดคล้องกับสหรัฐฯ และประสงค์จะเห็นสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะความห่วงกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศเพื่อนบ้านของไทย โดยเมื่อสงครามเกาหลีเกิดขึ้นไทยได้ประกาศส่งข้าวจำนวน 20,000 ตัน และทหารจำนวน 4,000 นาย ไปช่วยเหลือสหประชาชาติในสงครามเกาหลี และให้การรับรองรัฐบาลเบาได๋ของเวียดนามที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุน ในขณะที่สหรัฐฯ ได้เริ่มต้นจัดส่งคณะผู้แทนทางทหารมาไทย เพื่อประเมินความต้องการด้านการป้องกันประเทศ และต่อมาทั้งสองฝ่ายได้ลงนามความตกลงช่วยเหลือทางการทหาร โดยสหรัฐฯ ได้จัดยุทโธปกรณ์และฝึกอบรมให้กับกองทัพไทย รวมทั้งเริ่มให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการในสาขาต่างๆ แก่ไทย อาทิ การสนับสนุนการจัดตั้งสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การพัฒนาการเกษตร การพัฒนาชนบท สาธารณสุข การศึกษา การก่อสร้างเส้นทางคมนาคมขนส่ง สนามบิน และท่าเรือ การศึกษา โดยสถาบันการศึกษาของสหรัฐฯ มีส่วนสนับสนุนการจัดตั้งมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาค การฝึกอบรมบุคลากรทางการศึกษา การให้ทุนการศึกษาและฝึกอบรม เป็นต้น รวมทั้งจัดตั้งหน่วยงานและจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาปฏิบัติงานให้ความช่วย เหลือแก่ไทย เช่น U.S. Agency for International Development (USAID), The Joint U.S. Military Assistance Group (JUSMAG) เป็นต้น

โดยที่ในช่วงทศวรรษที่ 1960 - 1970 ความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคงเป็นพื้นฐานสำคัญของภาพรวมความสัมพันธ์ ไทย-สหรัฐฯ โดยเฉพาะในช่วงที่ฝรั่งเศสเริ่มต้นเจรจากับฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์ใน เวียดนาม ฝ่ายคอมมิวนิสต์เข้าครอบครองพื้นที่ทางตอนเหนือของเวียดนามได้ ในขณะที่ประธานาธิบดี Eisenhower มีนโยบายที่เด่นชัดมากขึ้นในการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ในเอเชีย และได้เป็นแกนนำหลักในการชักชวนให้ประเทศในเอเชียรวมตัวกันเพื่อป้องกัน ประเทศจากภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ โดยสหรัฐฯ ได้ร่วมกับไทย ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน อิตาลี ฝรั่งเศส นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร ลงนามในสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Southeast Asia Collective Defense Treaty หรือ Manila Pact) ที่กรุงมะนิลา เมื่อปี 2497 ซึ่งได้นำไปสู่การก่อตั้งองค์การสนธิสัญญาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Southeast Asia Treaty Organization – SEATO) นอกจากนี้ ไทยและสหรัฐฯ ยังมีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศระหว่างกันใน กรอบทวิภาคี ตามแถลงการณ์ร่วมของนายถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนาย Dean Rusk รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (Rusk-Thanat Communique') เมื่อปี 2505 ที่ย้ำถึงการเป็นพันธมิตรทางสนธิสัญญาระหว่างกันของไทยและสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ ถือว่าเอกราชและ บูรณภาพของไทย มีความสำคัญยิ่งต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และสันติภาพของโลก และจะให้การปกป้องไทยจากการรุกรานตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ

เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งในอินโดจีนขยายตัวออกไปจนกระทั่งสหรัฐฯ ต้องเข้ามามีบทบาทในการรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลเวียดนามใต้ ไทยได้ให้ความร่วมมือตามคำร้องขอของสหรัฐฯ โดยให้ใช้สนามบิน และฐานทัพในไทย รวมทั้งจัดส่งทหารจำนวนประมาณ 12,000 นายไปร่วมรบในเวียดนามด้วย โดยสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายของกำลังพล ซึ่งในช่วงดังกล่าว ความช่วยเหลือด้านการทหารของสหรัฐฯ ต่อไทยมีจำนวนสูงขึ้นถึง 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2511 และระหว่าง 2508 - 2513 สหรัฐฯ ได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 370 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อปรับปรุงฐานทัพในไทย ในขณะเดียวกันความช่วยเหลือด้านอื่นๆ ได้เพิ่มขึ้นถึง 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยส่วนใหญ่เป็นความช่วยเหลือแก่รัฐบาลไทยในการต่อสู้เพื่อเอาชนะผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ผ่านโครงการส่งเสริมความมั่นคง การพัฒนาชนบท การสาธารณสุข การเกษตร และการศึกษา เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ในช่วงทศวรรษที่ 1970 – 1980 สหรัฐฯ ได้ลดบทบาทการมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้งในอินโดจีน ซึ่งการปรับเปลี่ยนท่าทีทางนโยบายดังกล่าว เป็นผลจากกระแสการต่อต้านสงครามในสหรัฐฯ การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ หลังจากที่ประธานาธิบดี Richard Nixon (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2512 – 2517)ได้ประกาศนโยบาย Nixon Doctrine ซึ่งระบุว่า สหรัฐฯ จะไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียด้วยการส่งทหารสหรัฐฯ เข้าไปโดยตรง แต่ประเทศในเอเชียต้องรับภาระการป้องกันประเทศด้วยตนเอง โดยสหรัฐฯ จะสนับสนุนความช่วยเหลือทางทหารและเศรษฐกิจด้านอื่นๆ แก่ประเทศเหล่านั้น ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจและสังคมภายในของสหรัฐฯ ที่ขยายตัวจากช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เป็นส่วนสนับสนุนกระแสต่อต้านสงครามมากยิ่งขึ้น ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ลดบทบาทและการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับกิจการต่างประเทศลง และหันมาให้ความสำคัญกับนโยบายภายในประเทศ และตัดทอนงบประมาณการต่างประเทศมาสนับสนุนการแก้ไขปัญหาภายในประเทศ นอกจากนี้ การเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนโดยประธานาธิบดี Nixon เดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่งในปี 2514 เป็นสัญญาณที่สำคัญต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายการต่างประเทศในแนวทางที่สหรัฐฯ จะลดบทบาททางความมั่นคงและทางทหารในภูมิภาคลง

การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางการเมืองระหว่างประเทศหลังสหรัฐฯ สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน และการถอนทหารของสหรัฐฯ จากอินโดจีน ทำให้ไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศ และหลังการลงนามข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติสงครามเวียดนามอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2516 กระแสต่อต้านสหรัฐฯ ในไทยเพิ่มมากขึ้น การเรียกร้องประชาธิปไตยของนักศึกษา ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทย ยิ่งมีส่วนส่งเสริมให้กระแสต่อต้านสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้น มีการเรียกร้องให้สหรัฐฯ ถอนทหารออกจากประเทศไทย และเมื่อเกิดเหตุการณ์เรือสินค้า Mayaguez เมื่อปี 2518 ซึ่งทหารสหรัฐฯ ได้พยายามช่วยเหลือลูกเรือจากฝ่ายเขมรแดง โดยใช้ฐานทัพในไทยโดยไม่ได้ขออนุญาต รัฐบาลไทยได้ดำเนินการประท้วง และแจ้งให้ฝ่ายสหรัฐฯ ดำเนินการถอนทหารออกจากไทยทั้งหมดภายในปี 2519

ในช่วงสงครามเวียดนาม-ไทยได้ให้ความร่วมมืออย่างมากกับสหรัฐฯ ในขณะที่ สหรัฐฯ ได้ให้ความช่วยเหลือทางด้านความมั่นคงเป็นจำนวนมากแก่ไทยด้วยเช่นกัน นับได้ว่าทั้งสองฝ่ายได้พึ่งพาอาศัยกันบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันมาโดย ตลอด อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลังจากที่สหรัฐฯ ถอนกำลังทางทหารออกจากเวียดนาม และปรับเปลี่ยนนโยบายโดยลดบทบาทด้านการเมือง การทหารในภูมิภาคลง แต่สหรัฐฯ ยังคงให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินการของไทยในการแก้ไขปัญหาความขัด แย้งในภูมิภาคอินโดจีน โดยสหรัฐฯ สนับสนุนทางความพยายามของไทยและสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Association of Southeast Asian Nations – ASEAN) ในการแก้ไขปัญหากัมพูชาโดยวิถีทางการเมือง และสนับสนุนการจัดตั้งเวทีประชุมความมั่นคงภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Regional Forum – ARF) ด้วย

ความสัมพันธ์ทางด้านความมั่นคงและการทหารระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่มิได้อยู่ในระดับที่ใกล้ชิดเท่ากับในช่วงสงครามเย็น สหรัฐฯ เห็นว่าไทยเป็นพันธมิตรทางทหารที่สำคัญ การฝึกร่วมผสม Cobra Gold ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งมีเป็นประจำทุกปี ถือเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นพันธมิตรทางทหาร และเป็นการฝึกร่วมผสมที่ใหญ่ที่สุดที่สหรัฐฯ มีอยู่กับประเทศต่างๆ โดยในระยะหลัง เป็นการฝึกร่วมผสมไทย-สหรัฐฯ มีประเทศอื่นๆ เข้าร่วมฝึกในบางสาขา เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และมองโกเลีย และอีก 16 ประเทศเข้าร่วมสังเกตการณ์ นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ มอบสถานะพันธมิตรสำคัญนอกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (Major Non NATO Ally - MNNA) ให้แก่ไทยเมื่อปี 2546 เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นพันธมิตรในด้านการทหารและความมั่นคงของทั้ง สองฝ่ายอีกระดับหนึ่งด้วย

การปรับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการขยายตัวของปัญหาการค้าระหว่างไทย – สหรัฐฯ

ในยุคหลังสงครามเย็น ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การค้ากลายเป็นประเด็นหลักของความสัมพันธ์ระหว่างกัน ความสำคัญของความสัมพันธ์ทางการค้าไทย – สหรัฐฯ ได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างจริงจังประมาณปี 2517 เมื่อสหรัฐฯ เริ่มใช้นโยบายกีดกันทางการค้า

ในช่วงทศวรรษ 1970 สหรัฐฯ เริ่มประสบปัญหาขาดดุลการค้าอย่างรุนแรง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการแข็งตัวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และการสูญเสียตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศให้แก่ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (Newly Industrialized Countries / NICS) เช่น ฮ่องกง เกาหลี และไต้หวัน อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ เห็นว่าปัญหาดังกล่าวนี้มิได้มีสาเหตุมาจากการสูญเสียความสามารถในการแข่ง ขันของสหรัฐฯ เอง หากแต่เป็นเพราะสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับการค้าอย่างไม่เป็นธรรม (unfair trade practices) จากประเทศคู่ค้า เช่น การไม่ปฏิบัติตามหรือละเมิดความตกลงการค้าต่างๆ ที่มีกับสหรัฐฯ การละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ เป็นต้น ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว รัฐบาลสหรัฐฯ จึงปรับเปลี่ยนนโยบายการค้าระหว่างประเทศจากการค้าเสรีมาเป็นนโยบายการค้าเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Trade Policy)

สหรัฐฯ ริเริ่มการใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าแก่ประเทศที่ดำเนินการค้าอย่างไม่เป็น ธรรมกับสหรัฐฯ ในปี 2517 โดยการออกกฎหมาย Trade and Tariff Act 1974 กฎหมายการค้าของสหรัฐฯ มีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง ฉบับที่สำคัญ คือ Omnibus Trade and Competitivesness Act 1988 ซึ่งมาตรา 301 ให้อำนาจผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (US Trade Representative) ในการพิจารณาว่าประเทศใดดำเนินการค้าอย่างไม่เป็นธรรมกับสหรัฐฯ และจะตอบโต้ด้วยมาตรการใด นอกเหนือจากมาตรา 301 แล้ว Omnibus Trade and Competitivesness Act 1988 ยังมีมาตรการที่มีนัยสำคัญต่อไทยมาก นั่นคือ Special 301 ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สหรัฐฯ ใช้ในการระบุประเทศที่ละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ โดยจะกำหนดให้เป็น Priority Foreign Countries (PFC) เพื่อสอบสวนและดำเนินการตอบโต้ต่อไป

ปัญหาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เริ่มรุนแรงขึ้นในปี 2528 และดำเนินติดต่อกันเป็นเวลาเกือบ 10 ปี โดยส่วนใหญ่สหรัฐฯ จะกดดันไทยให้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องต่างๆ ด้วยการขู่ว่าจะยกเลิกสิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากร (Generalised System of Preferences / GSP) ที่สหรัฐฯ ให้แก่สินค้าออกของไทยตั้งแต่ปี 2519 โดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อ GSP รุ่นแรก (first generation GSP) หมดอายุลงในปี 2527 สหรัฐฯ ได้ปรับนโยบายเกี่ยวกับ GSP โดยกำหนดให้ประเทศที่จะรับสิทธิประโยชน์ภายใต้ GSP รุ่นที่สองจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข เช่น เปิดตลาดภายในประเทศให้แก่สินค้าจากสหรัฐฯ คุ้มครองสิทธิแรงงาน คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ เนื่องจาก อัตราการขยายตัวของการส่งออกสินค้าไทยไปยังสหรัฐฯ ภายใต้ GSP สูงเกือบร้อยละ 30 ต่อปี ทำให้ความเสี่ยงที่สินค้าออกของไทยจะถูกตัด GSP เป็นประเด็นอ่อนไหวมากสำหรับเศรษฐกิจในภาพรวม

ในระยะแรก (ปี 2528- 2531) ข้อขัดแย้งทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์ โดยสหรัฐฯ เรียกร้องให้ไทยให้การคุ้มครองลิขสิทธิ์แก่งานของคนชาติสหรัฐฯ และให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์ ในขณะที่ท่าทีของไทย คือ ไทยให้การคุ้มครองลิขสิทธิ์แก่ทุกชาติสมาชิกของ Berne Convention ซึ่งลิขสิทธิ์ของคนชาติสหรัฐฯ จะได้รับการคุ้มครองทันทีที่สหรัฐฯ เข้าเป็นสมาชิก Berne Convention ปัญหาทางการค้าระหว่างไทย – สหรัฐฯ ในเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง สร้างความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆ ภายในประเทศ และในปี 2531 การแก้กฎหมายลิขสิทธิ์เพื่อให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ได้กลายเป็นประเด็นที่สร้างความแตกแยกภายในคณะรัฐบาล เนื่องจากสมาชิกระดับแกนนำของพรรคชาติไทยซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนั้น เป็นเจ้าของเครือข่ายร้านวีดีโอขนาดใหญ่ ประเด็นนี้อาจจะเป็นที่มาของท่าที ที่แข็งกร้าวของพรรคชาติไทยต่อการแก้กฎหมายลิขสิทธิ์ ในที่สุด ความขัดแย้งนี้ได้นำมาสู่การยุบสภาของรัฐบาล พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ในเดือนเมษายน 2531 ส่งผลให้ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขกฎหมายลิขสิทธิ์ตกไปด้วย อย่างไรก็ตาม ข้อขัดแย้งในกรณีลิขสิทธิ์ยุติลงเมื่อสหรัฐฯ เข้าเป็นสมาชิก Berne Convention ในปี 2532

นอกเหนือจากข้อขัดแย้งกรณีลิขสิทธิ์แล้ว สหรัฐฯ ยังได้ขยายข้อเรียกร้องไปถึงการคุ้มครองสิทธิบัตร โดยต้องการให้ไทยแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตรให้ครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์ยา ในขณะที่ไทยเสนอที่จะดำเนินการตามความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ที่เกี่ยวข้องกับการค้า (Agreement on Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights - TRIPs) ซึ่งเป็นความตกลงย่อยภายใต้ความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าและภาษี (General Agreement on Tariffs and Trade - GATT) โดยจะมีมาตรการชั่วคราว ที่จะให้การคุ้มครองแก่ผลิตภัณฑ์ยาใหม่ของสหรัฐฯ เป็นเวลา 18 เดือน หลังจากวางตลาดในไทย สหรัฐฯ ปฏิเสธข้อเสนอของไทย และในปี 2532 ได้ยกเลิก GSP สำหรับสินค้าไทย 8 ชนิด ได้แก่ ข้าว mug bean เฟอร์นิเจอร์ไม้ เครื่องประดับทำจากเงิน หินมีค่า ดอกไม้ประดิษฐ์ ชิ้นส่วนโทรศัพท์ และกระเบื้องผนังโมเสค สหรัฐฯ ได้กดดันไทยอย่างต่อเนื่อง และขู่ที่จะดำเนินการตาม Special 301 ด้วยการยกเลิก GSP สำหรับสินค้าไทยเป็นมูลค่าเท่ากับมูลค่าการสูญเสียของสหรัฐฯ อันเนื่องมาจากการถูกละเมิดสิทธิบัตร หลังจากการเจรจาต่อเนื่องกันเป็นเวลาถึง 4 ปี ในปี 2535 รัฐบาลไทยได้ออกกฎหมายสิทธิบัตรฉบับใหม่เพื่อให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องของ สหรัฐฯ



วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 กับบทบาทของสหรัฐฯ

วิกฤตเศรษฐกิจในเอเชีย ซึ่งเริ่มจากวิกฤตการณ์ทางการเงินการคลังในไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2540 เป็นเหตุการณ์สำคัญซึ่งมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในภาพรวมระหว่างไทย – สหรัฐฯ

1. สาเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจในไทย

วิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นจากองค์ประกอบหลายประการ โดยเฉพาะความอ่อนแอของระบบเศรษฐกิจที่สะสมมาเป็นเวลานาน ในขณะที่ประเด็นอื่นๆ เป็นผลมาจากความบกพร่อง หรือความผิดพลาดของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน

ประเด็นที่ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นสาเหตุหลักของวิกฤตเศรษฐกิจ คือ การเปิดเสรีทางการเงิน อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีโดยตัวเองไม่สามารถที่จะก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจได้ สาเหตุที่แท้จริง คือ การเปิดเสรีอย่างรวดเร็วเกินไป โดยไม่มีกฎระเบียบหรือมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสมรองรับ อีกทั้งระบบสถาบันการเงินของไทยยังขาดธรรมาภิบาล และความโปร่งใสในการบริหาร หลักเกณฑ์ในการพิจารณาให้สินเชื่อมักจะถูกละเลย นำไปสู่การทุจริต การหลบเลี่ยงกฎระเบียบทั้งในภาครัฐ และภาคเอกชน นอกจากนี้ ความล้มเหลวในการบริหารจัดการนโยบายเศรษฐกิจมหภาค และนโยบายเศรษฐกิจด้านอื่นๆ ล้วนแต่ช่วยกระตุ้นให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

2. การแก้ปัญหา และบทบาทของสหรัฐฯ

ในสภาวการณ์ที่ประเทศขาดเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ และภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการเงินอยู่ในสภาพล้มละลาย ไทยจึงต้องแสวงหาความช่วยเหลือจากต่างประเทศ โดยในขั้นต้น ไทยได้พยายามขอความช่วยเหลือทางการเงินโดยตรงจากสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีคลินตันได้ละเลยคำร้องขอของไทย เนื่องจากเห็นว่า สถานการณ์ไม่รุนแรง และเป็นเพียงแค่อุปสรรคเล็กน้อยในกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ในเวลาต่อมารัฐบาลสหรัฐฯ ได้อนุมัติความช่วยเหลือให้แก่รัฐบาลไทยโดย IMF ซึ่งเป็นสถาบันทางการเงินระหว่างประเทศที่สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ให้เงินสนับสนุนมากที่สุด โดย IMF ได้จัดสรรเงินกู้จำนวน 16.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยบรรเทาสภาวะการขาดเงินทุนสำรองในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม IMF ได้กำหนดให้ไทยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข เช่น ต้องลดรายจ่ายภาครัฐ เพื่อให้งบประมาณสมดุลต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจต้องปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ต้องพัฒนาธรรมาภิบาลทั้งในภาครัฐและเอกชน ถึงแม้ว่าเงื่อนไขเหล่านี้จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว แต่ในสถานการณ์เฉพาะหน้าขณะนั้น กลับสร้างข้อจำกัดให้แก่ไทยในการหลุดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก

เนื่องจาก IMF ไม่อนุญาตให้ไทยใช้เงินกู้ดังกล่าวเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงได้เสนอเงินทุนจำนวน 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจัดตั้ง Asian Monetary Fund (AMF) เพื่อใช้เป็นเงินกู้ให้แก่ประเทศที่ประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจในการดำเนิน มาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การจัดตั้ง AMF ไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจาก สหรัฐฯ และ IMF คัดค้านข้อเสนอดังกล่าว โดยเห็นว่า บทบาทและหน้าที่ของ AMF คล้ายคลึงกับ IMF ดังนั้นการจัดตั้ง AMF อาจจะทำให้ความสำคัญของ IMF ลดลง ท่าทีของสหรัฐฯ ในประเด็นนี้สร้างความผิดหวังให้แก่ไทยมาก

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่วิกฤตเศรษฐกิจได้ขยายตัวไปสู่ประเทศอื่นๆ ในเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย รวมทั้งรัสเซีย สหรัฐฯ จึงได้พยายามเข้ามาให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนไทยในการแก้ปัญหาวิกฤต เศรษฐกิจ ทั้งในแง่การให้ความช่วยเหลือเป็นตัวเงินแก่ประเทศที่ได้รับผลกระทบเป็นการ ทั่วไปโดยผ่าน IMF และการให้ความช่วยเหลือในรูปแบบอื่นๆ แก่ไทยโดยตรง โดยในรูปแบบแรกนั้น ประธานาธิบดี Clintonได้ขออนุมัติงบประมาณจำนวน 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากรัฐสภาเพื่อให้ IMF มอบให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจกู้ยืมเพื่อบรรเทาปัญหาการขาด สภาพคล่อง นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้ให้ความช่วยเหลือแก่ไทยในรูปแบบที่มิใช่ตัวเงินอีก

ในช่วงเดือนธันวาคม 2541 นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เดินทางเยือนสหรัฐฯ ผลที่ตามมาจากการเยือนคือ สหรัฐฯ ยินยอมให้ไทยยกเลิกการซื้อเครื่องบิน F - 18 ที่ฝ่ายไทยได้ทำสัญญาซื้อจากสหรัฐฯ แล้ว ซึ่งหากสหรัฐฯ ไม่ยอมให้ไทยยกเลิกสัญญาดังกล่าว การซื้อเครื่องบิน F - 18 จะเป็นภาระทางการเงินอย่างมาก และอาจจะทำให้วิกฤตการณ์ทางการคลังที่ไทยต้องเผชิญอยู่ในขณะนั้นอยู่ในสภาพ ที่แย่ลงกว่าเดิมได้

"ไทยเป็นประเทศเดียวที่สหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือในลักษณะนี้ เพราะรัฐบาลสหรัฐฯไม่เคยให้ความช่วยเหลือการยกเลิกสัญญาในลักษณะนี้กับ ประเทศใดมาก่อน โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ได้จัดให้กองทัพเรือสหรัฐฯ เป็นผู้จัดซื้อฝูงบิน F - 18 จำนวน 12 ลำ ที่รัฐบาลไทยได้สั่งจองไว้กับบริษัทผลิตเครื่องบินแทน"

จากข้อมูลของกองทัพอากาศไทย เงินมัดจำการสั่งซื้อเครื่องบิน จำนวน 70 ล้านเหรียญสหรัฐนั้น ตามสัญญา รัฐบาลสหรัฐฯ จะไม่สามารถคืนให้ไทยได้เนื่องจากได้นำเงินดังกล่าวไปใช้ในการเตรียมการผลิต เครื่องบินที่ไทยสั่งซื้อ อย่างไรก็ดี ได้มีการเจรจาขอให้รัฐบาลสหรัฐฯ ยอมคืนเงินมัดจำในรูปของการขายเครื่องบินและอุปกรณ์ให้แก่ไทย ได้แก่ เครื่องบิน F -16 ADF (Air Defense Fighter) ซึ่งเป็นเครื่องบินที่ออกแบบสำหรับติดอาวุธนำวิถีในรัศมี 50 ไมล์ จำนวน 16 ลำ อุปกรณ์และบริภัณฑ์ภาคพื้นอากาศ อาทิ air power unit อุปกรณ์ตรวจสอบเชื้อเพลิง ฯลฯ

นอกจากนั้น รัฐสภายังได้ออกข้อมติเพื่อสนับสนุนไทยในการดำเนินนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหา วิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งมีส่วนช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักธุรกิจสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก และ U.S. Export-Import Bank ได้จัดสรรเงินกู้ยืมระยะสั้นจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับภาคธุรกิจเอกชน รวมทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ ยังได้ให้ความช่วยเหลือนักเรียนไทยที่กำลังศึกษาในสหรัฐฯ ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจด้วย เช่น การจัดสรรทุนการศึกษาระดับอุดมศึกษาจำนวน 165 ทุน การให้ความช่วยเหลือด้านการเงินและการฝึกอาชีพผ่านองค์กรต่างๆ และการลดหย่อนกฎระเบียบด้านการเข้าเมือง เพื่อให้นักเรียนไทยสามารถทำงาน เพื่อนำรายได้มาสนับสนุนการศึกษา เป็นต้น

ในส่วนของภาคเอกชนนั้น ภาคธุรกิจสหรัฐฯ ไม่ถอนการลงทุนออกจากไทย และในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และส่วนประกอบ และธนาคาร บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ และบริษัทประกันภัยต่างๆ สหรัฐฯ ยังมีการลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นอีกด้วย ซึ่งช่วยเสริมสภาพคล่อง และช่วยมิให้กิจการจำนวนมากต้องล้มละลาย ผลที่ตามมา คือ สหรัฐฯ ได้เข้ามาถือหุ้นใหญ่ในกิจการเป็นจำนวนมาก


3. เหตุการณ์ก่อการร้ายวันที่ 11 กันยายน 2544

นโยบายการเมืองและความมั่นคงของสหรัฐฯ ภายหลังเหตุการณ์ก่อการร้ายในสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 ถือเป็นจุดปรับเปลี่ยนที่สำคัญของการดำเนินนโยบายการเมืองและความมั่นคงของ สหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ ได้ให้ความสำคัญต่อการดำเนินการและความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการต่อต้าน การก่อการร้ายในลำดับแรกของนโยบายด้านดังกล่าว รวมทั้งให้ความสำคัญกับการดำเนินการและความร่วมมือของฝ่ายต่างๆ ในการลดและป้องกันการเผยแพร่อาวุธนิวเคลียร์และอาวุธที่มีอำนาจการทำลายล้าง สูง ตลอดจนการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งสหรัฐฯ เห็นว่ามีความเกี่ยวพันกับขบวนการก่อการร้าย นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังคงผลักดันความเป็นประชาธิปไตยและการให้ความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนในฐานะ ประเด็นสำคัญในการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ

ในฐานะพันธมิตรทางสนธิสัญญา สหรัฐฯ ประสงค์ให้ไทยสนับสนุนและเป็นแนวร่วมในการต่อต้านการก่อการร้ายในเวทีการ เมืองโลกอย่างเปิดเผย เพื่อประโยชน์ในการแสดงให้ประชาคมระหว่างประเทศเห็นถึงการสนับสนุนที่สหรัฐฯ ได้รับจากประเทศต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา ไทยก็ได้ตอบสนองในฐานะพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ ด้วยการให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในขอบเขตที่พึ่งกระทำได้โดยไม่กระทบต่อผลประโยชน์และความมั่นคงขอลชาติ โดยไทยมีความร่วมมือทวิภาคีกับสหรัฐฯ ในการปราบปรามการก่อการร้าย โดยเฉพาะในด้านการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การจับกุมผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย รวมทั้งการสนับสนุนสหรัฐฯ ในการดำเนินการในเวทีระหว่างประเทศ เช่น การส่งกองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจเข้าไปช่วยเหลือในการฟื้นฟูบูรณะอัฟกานิสถาน หลังจากการโค่นล้มรัฐบาลตาลิบันเมื่อต้น ปี 2545 และการส่งทหารไทยเข้าไปให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การบูรณะและฟื้นฟูอิรักภายหลังสงครามในปี 2546 เป็นต้น

ไทยและสหรัฐฯ ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือร่วมกันในด้านการต่อต้านการก่อการร้ายในแนวทาง อื่นๆ ด้วย เช่น การสนับสนุนข้อเสนอของสหรัฐฯ ในกรอบเอเปคในเรื่องความมั่นคงทางการค้าในภูมิภาค (Secure Trade in the APEC Region: STAR) การเข้าร่วมในโครงการพัฒนาท่าเรือกรุงเทพฯ แหลมฉบังให้เป็นท่าเรือตัวอย่างที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย (Bangkok/ Laem Chabang Efficient and Secure Trade - BEST) ที่สอดคล้องกับมาตรฐานของข้อริเริ่มด้านการต่อต้านการก่อการร้าย (STAR Initiative) ของสหรัฐฯ การเข้าร่วมในโครงการ Container Security Initiative (CSI) ซึ่งเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยในการขนส่งตู้สินค้าเข้าไปสหรัฐฯ เพื่อป้องกันการก่อการร้าย และโครงการจัดทำศูนย์ข้อมูลบุคคล (The Personal Identification, Secured Comparison and Evaluation System -PISCES) เป็นต้น

นอกจากนี้ เหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 ยังเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้สหรัฐฯ หันมาให้ความสนใจกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งไทยเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่มีประชากรมุสลิมอยู่ในหลายประเทศ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศมุสลิมที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ซึ่งถือเป็นจุดเปราะบางที่จะเกิดปัญหาการขยายตัวของขบวนการ / กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงต่อต้านสหรัฐฯ ในขณะเดียว สหรัฐฯ ก็ตระหนักดีว่า สถานการณ์ในภาคใต้ของไทยเป็นกิจการภายในของไทยและไม่ปรากฏหลักฐานว่าเกี่ยว ข้องกับการก่อการร้ายสากล แต่สหรัฐฯ มีข้อวิตกกังวลว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจเปิดโอกาสให้ปัจจัยภายนอกเข้าแทรก แซง และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านข่าวกรอง

การที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติต่างๆ เช่น การฟอกเงิน การลักลอบค้ายาเสพติด และการลักลอบค้าเด็กและสตรี ฯลฯ ซึ่งสหรัฐฯ เห็นว่ามีส่วนเชื่อมโยงกับปัญหาการก่อการร้ายระหว่างประเทศ และมุ่งหวังจะให้ประเทศต่างๆ ร่วมมือกับสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ ประกอบกับสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับค่านิยม (value) ด้านสิทธิมนุษยชน และหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงประสงค์ให้ประเทศต่างๆ รวมทั้งไทยเพิ่มบทบาทในเรื่องนี้ด้วย และติดตามการดำเนินการอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ซึ่งเห็นได้จากการจัดทำรายงานสถานการณ์ด้านสิมธิมนุษยชนและสถานการณ์การค้า มนุษย์ประจำปีของสหรัฐฯ ที่วิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน เช่น กรณีการวิสามัญฆาตกรรมในการดำเนินนโยบายต่อต้านยาเสพติดของไทย หรือความไม่คืบหน้าในการแก้ไขปัญหาการค้าเด็กและสตรีในไทย ซึ่งในบางครั้งการวิพากษ์วิจารณ์ของสหรัฐฯ โดยไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน ก่อให้เกิดอุปสรรคในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างกันได้

สรุป

ภาพรวมความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ได้พัฒนาจากจุดเริ่มต้นในประวัติศาสตร์ที่มีความเป็นมายาวนาน จากช่วงต้นรัตนโกสินทร์เรือสหรัฐฯ ได้เดินทางมาค้าขายในภูมิภาค จนกระทั่งทั้งสองฝ่ายจัดทำสนธิสัญญาไมตรีฯ บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์มีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างกัน นอกจากนี้ มิชชันนารี และที่ปรึกษาชาวสหรัฐฯ ยังมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 จนถึงช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง

สถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีส่วนทำให้ความสัมพันธ์ต่อกันใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความช่วยเหลือด้านความมั่นคงที่สหรัฐฯ ให้แก่ไทย ในช่วงการขยายอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ในอินโดจีน สงครามเวียดนาม การแก้ปัญหากัมพูชา เป็นต้น

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจหลังสงครามเย็นมีผลต่อความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ หันมาใช้นโยบายการค้าเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น มีการนำมาตรการกีดกันการค้ามาใช้กับไทย ก่อให้เกิดผลกระทบและสร้างปัญหาทางการค้าระหว่างกัน

วิกฤตเศรษฐกิจในเอเชีย และบทบาทของสหรัฐฯ ในช่วงนั้นส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย – สหรัฐฯ เช่นเดียวกับเหตุการณ์ก่อการร้ายวันที่ 11 กันยายน 2544 โดยนโยบายและการดำเนินการต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐฯ และการตอบสนองของไทยทำให้รูปแบบความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความสัมพันธ์ในปัจจุบันที่มีลักษณะการเป็นหุ้นส่วนทาง ยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) เพิ่มมากขึ้นในหลายมิติของความสัมพันธ์ ซึ่งงานวิจัยนี้จะวิเคราะห์โดยละเอียดในบทต่อไป