แนะนำหนังสือ/บทความ

แนะนำบทความเรื่อง "เต็ง เส่งจับมือโอบามา ปฏิรูปเมียนมาร์สู่ประชาธิปไตย" โดยคุณชาญชัย คุ้มปัญญา
30/05/2013

แนะนำบทความเรื่อง "เต็ง เส่งจับมือโอบามา ปฏิรูปเมียนมาร์สู่ประชาธิปไตย" โดยคุณชาญชัย คุ้มปัญญา

เต็ง เส่งจับมือโอบามา ปฏิรูปเมียนมาร์สู่ประชาธิปไตย
26 พฤษภาคม 2013
ชาญชัย คุ้มปัญญา

    วันที่ 20 พฤษภาคม 2013 เป็นอีกหนึ่งวันประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างประเทศเมียนมาร์กับสหรัฐอเมริกา เมื่อประธานาธิบดีเต็ง เส่งเยือนทำเนียบขาวพบประธานาธิบดีบารัก โอบามา อย่างเป็นทางการ หลังผู้นำเมียนมาร์ทิ้งห่างการเยือนทำเนียบขาวถึง 47 ปี มีการลงนามความร่วมมือทางเศรษฐกิจ พร้อมกับคำมั่นสัญญาจากประธานาธิบดีโอบามาที่จะสนับสนุนการปฏิรูปประเทศ ประธานาธิบดีเต็ง เส่งกล่าวเปรียบเทียบว่าประเทศเมียนมาร์ในปัจจุบันเป็นประเทศประชาธิปไตยเฉกเช่นสหรัฐอเมริกา

คำถามจากนักสิทธิมนุษยชน

    ประเทศเมียนมาร์หรืออดีตสหภาพพม่าได้รับการตีตราจากชาติตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่รัฐบาลกดขี่ข่มเหงประชาชน มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุด เป็นที่มาของการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจทางการเมืองต่อประเทศนี้ แต่ในเวลาเพียงสองสามปีสถานการณ์กลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อรัฐบาลเต็ง เส่งประกาศปฏิรูปประเทศ แสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมหลายประการ รัฐบาลโอบามาจึงปรับความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง

    การปรับความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้เหล่านักสิทธิมนุษยชนตั้งคำถามว่ารัฐบาลอเมริกาให้ความสำคัญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมาร์น้อยเกินไปหรือไม่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อชาวโรฮิงญาเป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนว่าจนถึงทุกวันนี้เจ้าหน้าที่รัฐยังมีส่วนสนับสนุนหรือมีส่วนละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อโรฮิงญาในทางใดทางหนึ่ง เช่นเดียวกับชนกลุ่มน้อยอีกหลายกลุ่มโดยเฉพาะพวกคะฉิ่น ชิน (Chin) และกะเหรี่ยงที่ถูกฆ่า ข่มขืน ทุบตี กักขัง คนเหล่านี้เป็นประชากรราวร้อยละ 35 ของประเทศ นายแฟรงค์ จานูซซี ประธานองค์กรนิรโทษกรรมสากล สำนักงานกรุงวอชิงตัน ให้ความเห็นว่าเวลานี้อาจเป็นเวลา (ให้รัฐบาล) เฉลิมฉลองชั่วขณะ แต่การแก้ปัญหายังไม่บรรลุผลอย่างแท้จริง ยังมีนักโทษการเมืองถูกกุมขัง ปัญหาโรฮิงญา ปัญหาชนกลุ่มน้อยต่างๆ ที่แม้จะทำข้อตกลงหยุดยิง “แต่ยังไม่เป็นข้อตกลงถาวร”

    นอกจากนี้ ยังมีผู้ตั้งคำถามว่าเหตุละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดในอดีตจะจัดการอย่างไร ดูเหมือนว่ารัฐบาลโอบามาจะลืมเรื่องเหล่านี้เสียสนิท คนเหล่านี้จะได้รับความยุติธรรมหรือไม่อย่างไร รวมถึงบรรดาคนที่เพิ่งถูกละเมิดเมื่อไม่นานนี้ รัฐบาลเมียนมาร์ได้ให้ความยุติธรรมอย่างเพียงพอหรือไม่ รัฐบาลอเมริกันคิดถึงเรื่องเหล่านี้มากน้อยเพียงไร

คำตอบเรื่องสิทธิมนุษยชน

    ทั่วโลกรับรู้ว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมาร์ยังมีอยู่ แต่รัฐบาลอเมริกันไม่เห็นว่าเป็นอุปสรรคของการปรับความสัมพันธ์ ประธานาธิบดีบารัก โอบามาให้เหตุผลว่า “ประเทศก้าวเข้าสู่การปฏิรูปทางการเมืองกับทางเศรษฐกิจ” เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม เริ่มจากการที่เมื่อสองปีก่อนรัฐบาลเมียนมาร์ทยอยปล่อยนักโทษการเมือง รวมทั้งนางอองซาน ซูจี และเธอได้เข้าสู่กระบวนการทางการเมือง การเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมามีตัวแทนจากหลายกลุ่มเข้าร่วม อีกทั้งประธานาธิบดีเต็ง เส่งพยายามแก้ปัญหาชาติพันธุ์อย่างชาญฉลาดและเห็นด้วยที่จะเคารพสิทธิของประชาชน

    รัฐบาลอเมริกันทราบดีว่าการปฏิรูปยังคงเปราะบางไม่แน่นอน จึงติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศฮิลลารี คลินตัน (สมัยยังดำรงตำแหน่ง) กล่าวว่ารัฐบาลโอบามารู้ดีว่าความจริงแล้วการปฏิรูปตอนนี้จำกัดอยู่ในเมืองหลวงกับเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น ทหารรัฐบาลยังต่อสู้กับพวกคะฉิ่น พบการละเมิดมนุษยชนต่อชาวโรฮิงญาอย่างเป็นขบวนการ

    การให้โอกาส การเห็นความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม คือคำตอบจากรัฐบาลโอบามา

    ความจริงแล้วควรยอมรับว่าการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องง่าย ยกตัวอย่างกรณีชาวโรฮิงญาที่ยังไม่เห็นคำตอบชัดเจน แม้กระทั่งนางอองซาน ซูจีผู้มีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน เมื่อถูกซักถามประเด็นโรฮิงญากลับไม่แสดงท่าทีชัดเจน ได้แต่กล่าวว่า “ช่างเป็นเรื่องน่าเศร้าเพราะไม่มีประเทศใดยอมรับพวกเขาเช่นเดียวกับประเทศพม่า พวกเขาไม่รู้สึกว่าเป็นคนของประเทศใด” และเห็นว่า “ต้องสร้างบรรยากาศแห่งความปลอดภัยแก่คนที่มีความเห็นแตกต่าง ให้พวกเขาสามารถนั่งลงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และถกในประเด็นที่เห็นร่วม” สำหรับนางซูจีแล้วคำตอบเพื่อการแก้ปัญหาโรฮิงญายังต้องค้นหาต่อไป

    การที่โรฮิงญาจะเป็นพลเมืองเมียรมาร์หรือไม่นั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การไม่พยายามแตะเรื่องนี้อาจทำให้บางคนตีความว่าอองซาน ซูจีตีกรอบให้ความสำคัญแก่คนบางกลุ่มเท่านั้น ไม่ปฏิบัติตามสิทธิมนุษยชนสากลอย่างครบถ้วน นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าทั้งนี้เป็นเพราะกังวลเรื่องผลกระทบทางการเมืองเนื่องจาก ‘ประชาชน’ ผู้สนับสนุนเธอจำนวนมากต่อต้านโรฮิงญา

    เพราะการจะเปลี่ยนแปลงทัศนคติคนไม่ใช่เรื่องง่าย ประธานาธิบดีเต็ง เส่งให้คำอธิบายได้ดี กล่าวว่าประเทศ “เราดำเนินตามระบอบประชาธิปไตย” แต่เนื่องจากเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยที่มีอายุเพียง 2 ปี จึงยังต้องเรียนรู้ต้องมีประสบการณ์อีกมาก “ประชาชนของเราจำต้องคุ้นเคยกับบรรทัดฐาน คุณค่าและวิถีปฏิบัติตามระบอบประชาธิปไตย” หากคิดอย่างเป็นธรรมแล้วแต่ละประเทศต้องใช้เวลายาวนานในการพัฒนาประชาธิปไตย (หรือพูดได้ว่าเป็นงานที่ไม่มีวันสิ้นสุด) อเมริกาที่ก่อตั้งประเทศมาแล้วกว่า 200 ปียังมีปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนไม่ว่าจะเป็นเรื่องจากสีผิวหรือเพศ ทำให้รัฐบาลจีนมีข้อตอบโต้ทุกครั้งเมื่อรัฐบาลอเมริกันกล่าวโทษการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจีน

    ประเด็นโรฮิงญา ชนกลุ่มน้อยต่างๆ จึงเป็นขวากหนามทั้งแก่รัฐบาลเต็ง เส่งกับนางอองซาน ซูจี และรัฐบาลโอบามา แต่หากไม่มีเหตุการณ์ที่กลายเป็นข่าวใหญ่ ให้นักสิทธิมนุษยชนได้วิพากษ์วิจารณ์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะดำเนินไปด้วยดี การค้าการลงทุนจากนานาชาติจะดำเนินต่อไป

    ในแง่มุมของรัฐบาลโอบามาคือตระหนักว่าการปฏิรูป การแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชนจำต้องใช้เวลา ขอเพียงเห็นการปฏิรูปก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมและทำตามข้อเรียกร้องบางประการที่รัฐบาลอเมริกันร้องขอ เช่น เรื่องการปล่อยตัวนักโทษการเมือง ให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ก็ถือว่ารัฐบาลเมียนมาร์สอบผ่านในเบื้องต้นแล้ว ส่วนในระยะยาวประธานาธิบดีโอบามาคาดหวังจะเห็นการแก้ไขรัฐธรรมให้เนื้อหาสาระสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาสู่ความเป็นประชาธิปไตย เป็นประเทศของชนทุกชาติพันธุ์ การเลือกตั้งในปี 2015 น่าจะนำสู่การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้
ประโยชน์ที่เมียนมาร์ได้รับ

    ช่วงที่เมียนมาร์ถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตร มีเพียงจีนกับอีกไม่กี่ประเทศที่เข้าไปลงทุน การปฏิรูปการเมืองเปิดทางให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนมากขึ้นโดยเฉพาะจากแหล่งทุนตะวันตก เรื่องนี้ย่อมส่งผลดีต่อเศรษฐกิจประเทศอย่างยิ่ง เปรียบเหมือนรัฐบาลเมียนมาร์เปิดประมูลสินค้า แต่เดิมมีเพียงไม่กี่ประเทศเข้ามาประมูล แต่นับจากนี้อีกหลายประเทศจะเข้ามาร่วมประมูลด้วย ผลประโยชน์สูงสุดย่อมตกแก่เจ้าของสินค้าอันหมายถึงรัฐบาลเมียนมาร์นั่นเอง

    ตัวเลขการลงทุนจากต่างชาติแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเศรษฐกิจกำลังเติบโต ปีที่แล้วนักลงทุนต่างชาติเพิ่มการลงทุนในเมียนมาร์ถึง 5 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์จากจำนวนทั้งสิ้น 94 บริษัท (เทียบกับปีก่อนหน้านั้นมีบริษัทต่างชาติเพียง 11 บริษัทลงทุน 300 ล้านดอลลาร์) การลงทุนส่วนใหญ่มาจากจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และสิงคโปร์ ประเทศเหล่านี้คือประเทศที่ลงทุนในเมียนมาร์อยู่ก่อนแล้วและเพิ่มการลงทุน ดังนั้น เมื่อประเมินว่าอีกไม่นานเม็ดเงินบริษัทชาติตะวันตกจะหลั่งไหลเข้ามา เม็ดเงินการลงทุนจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว

    นอกจากประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับ ยังมีผลประโยชน์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่ประเมินค่าเป็นตัวเงินไม่ได้ รัฐบาลเต็ง เส่งได้รับการยอมรับจากชาติตะวันตก ทำให้ประเทศอื่นๆ พลอยให้การยอมรับโดยปริยาย และย่อมเชื่อได้ว่าประชาชนทั่วไปจะได้รับประโยชน์จากการปฏิรูปประเทศ

    เมื่อหากมองย้อนหลัง 3-4 ปี จะเห็นว่านับจากรัฐบาลทหารเมียนมาร์ประกาศปฏิรูปประเทศ ประธานาธิบดีเต็ง เส่งก้าวขึ้นสู่อำนาจ บรรลุข้อตกลงกับอองซาน ซูจี ทำให้นางได้รับการปล่อยตัวและเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง จากนั้นรัฐมนตรีฮิลลารี คลินตันเยือนประเทศเมียนมาร์เมื่อปี 2011 ตามมาด้วยประธานาธิบดีบารัก โอบามาในปี 2012 การเยือนของผู้นำสหรัฐทำให้รัฐมนตรี ผู้นำอีกหลายประเทศต่อแถวเยือนเมียนมาร์ เริ่มปรับความสัมพันธ์ทางการเมือง เจรจาเรื่องการค้าการลงทุน ดังนั้นเมื่อประธานาธิบดีเต็ง เส่งเยือนสหรัฐพบประธานาธิบดีบารัก โอบามา จึงคาดการณ์ต่อได้ว่าอีกไม่นานประธานาธิบดีเต็ง เส่งจะเยือนประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศยุโรป

    สื่อต่างประเทศไม่ค่อยให้ความสำคัญการเยือนของประธานาธิบดีเต็ง เส่งเมื่อเทียบกับการเดินทางไปประเทศต่างๆ ของนางอองซาน ซูจี แต่หากวิเคราะห์จังหวะก้าวต่างๆ นับว่าเป็นก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ของชนชั้นปกครองโดยแท้ ตอกย้ำการเปลี่ยนภาพลักษณ์เก่ามาสู่ภาพลักษณ์ใหม่ ที่ประธานาธิบดีเต็ง เส่งถึงกับเปรียบเทียบว่าประเทศเมียนมาร์ในปัจจุบันจัดอยู่ในกลุ่มประเทศประชาธิปไตยเช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา

    ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนยังจะคาใจหลายคนต่อไป  อีกประเด็นที่ควรตั้งคำถามคือการปฏิรูปการเมืองเศรษฐกิจนั้นประชาชนจะได้รับประโยชน์มากน้อยเพียงใด เหล่านี้เป็นเรื่องที่ควรติดตาม และหากเมียนมาร์ปฏิรูประเทศสำเร็จ ต้องถือเป็นความดีความชอบของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง นางอองซาน ซูจีและประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่ทั้งสามได้ร่วมกันผลักดัน
---------------